Categories
BLOG

รู้จริงเรื่องมิโซะหลากหลายชนิดในญี่ปุ่น

เมนูหลักของอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักมีซุปมิโซะเสิร์ฟมาด้วยเสมอ โดยทั่วไปคนญี่ปุ่นรับประทานมิโซะแทบทุกวัน เพราะมีประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและความงาม ในญี่ปุ่นมีมิโซะหลากหลายชนิด มารู้จักมิโซะชนิดต่างๆ กันนะคะ

รู้จักมิโซะและวิธีการทำมิโซะ

มิโซะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหมักของญี่ปุ่นที่มีวัตถุดิบเป็นข้าว ข้าวบาร์เลย์ และถั่วเหลือง ขั้นตอนการทำมิโซะทำได้ดัง นี้คือ

นำข้าวสุก ข้าวบาร์เลย์ หรือถั่วเหลืองมาเติมหัวเชื้อรา แอสเปอร์จิลลัส ออไรเซ่ (Aspergillus oryzae) และบ่มที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่าเป็นเวลา 48-50 ชั่วโมง ซึ่งทำให้ได้โคจิออกมา ในโคจิประกอบด้วยเอนไซม์สำคัญที่ผลิตโดยรา คือ เอนไซม์โปรติเอส อะไมเลส ที่จะย่อยสลายโปรตีนและคาร์โบไฮเตรตในวัตถุดิบให้เป็นกรดอะมิโน น้ำตาลโมเลกุลคู่ และโมเลกุลเดี่ยวตามลำดับ รวมทั้งโมเลกุลสารที่ทำให้มิโซะมีกลิ่นรสที่ดี

เมื่อได้โคจิออกมาแล้วก็มีขั้นตอนการเติมเกลือลงไปในโคจิเพื่อรักษาสภาพของเอนไซม์และยับยั้งการเจริญของรา และทำการเติมโคจิลงไปในส่วนผสมของถั่วเหลืองนึ่งสุกบดละเอียด ก่อนที่จะเติมน้ำเพื่อให้ได้ส่วนประกอบของแข็งให้อยู่ในระหว่าง 50-52 เปอร์เซ็นต์

จากนั้นจะมีการเติมแลคติกแเอซิด แบคทีเรีย (lactic acid bacteria) และยีสต์ลงไปในส่วนผสมและทำการหมักในสภาพถังปิดที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ถึง 3 ปี (ตามชนิดของมิโซะที่ต้องการ) จนหมักได้ที่แล้วจึงนำผลผลิตที่ได้มาบด ทำการฆ่าเชื้อ และบรรจุภัณฑ์

ชนิดของมิโซะ

ในญี่ปุ่นมีมิโซะหลายชนิด การแบ่งชนิดของมิโซะขึ้นกับชนิดของวัตถุดิบที่ใช้ในการทำโคจิเพื่อนำมาหมักกับถั่วเหลืองและตามสีของมิโซะดังต่อไปนี้

ชนิดของมิโซะตามวัตถุดิบที่ใช้ทำโคจิ

มิโซะข้าว (Kome miso, 米味噌) 

มิโซะข้าวเป็นมิโซะที่เกิดจากการนำโคจิข้าวมาหมักกับถั่วเหลืองนึ่งสุก ในญี่ปุ่นมิโซะประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นมิโซะข้าว

มิโซะบาร์เลย์ (Mugi miso, 麦味噌)

มิโซะข้าวบาร์เลย์เป็นมิโซะที่เกิดจากการนำโคจิข้าวบาร์เลย์มาหมักกับถั่วเหลืองนึ่งสุก โดยกระบวนการผลิตจะใช้เวลาค่อนข้างนาน มิโซะที่ได้จะมีกลิ่นข้าวบาร์เลย์ มีลักษณะหยาบกว่ามิโซะข้าว และมีปริมาณน้ำตาลที่ต่ำจึงเหมาะกับการนำไปใช้ประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ มิโซะชนิดนี้ผลิตมากที่พื้นที่เกาะคิวชูและเกาะชิโกกุของญี่ปุ่น

โคจิข้าวบาร์เลย์

มิโซะถั่วเหลือง  (Mame miso, 豆味噌)

มิโซะถั่วเหลืองเป็นมิโซะที่เกิดจากการนำโคจิถั่วเหลืองมาหมักกับถั่วเหลืองนึ่งสุก มีสีน้ำตาลเข้มและมีรสชาติที่จัดจ้าน มิโซะถั่วเหลืองที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ ฮัตโจมิโซะ (八丁味噌) ซึ่งมีขั้นตอนการบ่มที่นานทำให้มิโซะอุดมไปด้วยรสอร่อยกลมกล่อมอูมามิ โดยมิโซะชนิดนี้ผลิตได้มากจากจังหวัดไอจิ มิเอะ และกิฟุ

ชนิดของมิโซะที่เรียกตามสีของมิโซะ

มิโซะสีขาว (Shiromiso, 白味噌)

มิโซะสีขาวเป็นมิโซะที่เกิดจากการหมักโดยใช้สัดส่วนถั่วเหลืองนึ่งสุกในปริมาณน้อยและโคจิข้าวในปริมาณที่สูง ซึ่งใช้เวลาการหมักเพียง 2-3 สัปดาห์ ดังนั้นสีของมิโซะจะเป็นสีขาวถึงสีครีมและมีรสชาติหวาน คนญี่ปุ่นนิยมนำมิโซะสีขาวมาใช้หมักปลาและเนื้อสัตว์ หรือเป็นส่วนผสมของน้ำสลัดและซอส

มิโซะสีเหลือง (Shinshu miso, 信州味噌)

 

มิโซะสีเหลืองเป็นมิโซะที่เกิดจากหมักถั่วเหลืองกับโคจิของข้าวหรือโคจิของข้าวบาร์เลย์ ด้วยระยะเวลาการหมักประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี สีของมิโซะจะมีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนและอุดมไปด้วยรสอร่อยกลมกล่อมอูมามิ มิโซะชนิดนี้เป็นมิโซะที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมาปรุงรสอาหาร ทำซุปมิโซะและน้ำซอสสำหรับหมักเนื้อหรือปลา เป็นต้น

มิโซะสีแดง (Aka miso, 赤味噌)

มิโซะสีแดงเป็นมิโซะที่เกิดจากการหมักถั่วเหลืองนึ่งสุกในเปอร์เซ็นที่สูงกับโคจิของข้าว ข้าวบาร์เลย์หรือธัญพืชชนิดอื่น ระยะเวลาการหมักจะนานกว่ามิโซะสีขาวและมิโซะสีเหลือง บางครั้งใช้เวลานานถึง 3 ปี โดยสีของมิโซะจะมีสีน้ำตาลแก่ถึงแดงที่เกิดจากปฏิกิริยาการรวมตัวกันระหว่างกรดอะมิโนและน้ำตาลในระหว่างการหมักและการบ่ม มิโซะสีแดงจะมีความเค็มมากที่สุด มีรสขมเล็กน้อยและมีกลิ่นฉุน แต่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนและสารอาหารอื่นๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการย่อยสลายของโปรตีนถั่วเหลือง ดังนั้นจึงอุดมไปด้วยรสชาติอูมามิที่ให้รสชาติอร่อยกลมกล่อมเมื่อนำมาปรุงอาหาร คนญี่ปุ่นนิยมนำมิโซะสีแดงมาใช้ทำซุปมิโซะ ซอสสำหรับหมักเนื้อหรือปลา ผัด ต้มหรือเคี่ยวกับอาหาร แต่ทั้งนี้มักจะใช้มิโซะในปริมาณเพียงเล็กน้อย เพราะหากใช้มากเกินไปรสชาติของมิโซะจะไปกดรสชาติของส่วนผสมอื่นๆ

ในญี่ปุ่นมิโซะมีหลากหลายชนิด คุณแม่สามีชาวญี่ปุ่นของผู้เขียนแนะนำว่าหากจะซื้อมิโซะให้เลือกที่มีราคาแพงหน่อยเพราะว่ามิโซะยิ่งแพงจะยิ่งอร่อย สำหรับผู้เขียนเองขอแนะนำว่าให้เลือกซื้อมิโซะที่มีสีเหลืองถึงน้ำตาล เพราะเป็นมิโซะเอนกประสงค์ที่นำมาปรุงอาหารได้หลากหลายทั้งเป็นซุปมิโซะ นำมาหมักเนื้อสัตว์ ผัดต่างๆ และนำมาทำซอสปรุงรส เป็นต้น หากไม่ชอบแบบเค็มมากเดี๋ยวนี้ก็มีมิโซะที่มีการลดปริมาณเกลือวางจำหน่ายเช่นกัน  ชอบแบบไหนก็ลองเลือกซื้อดูนะคะ        UFABET เว็บตรง

Categories
BLOG

5 กิริช็อกโกะหรูราคาประหยัด มอบให้ใครในวาเลนไทน์ก็แฮปปี้ได้!

วันวาเลนไทน์เป็นเทศกาลแห่งความรักที่หลายๆ คนเฝ้าคอย เพราะโอกาสที่จะได้เปิดเผยความรู้สึกในใจ และมอบของ (พร้อมหัวใจ) ให้คนที่แอบปิ๊ง ธรรมเนียมการให้ของในวันวาเลนไทน์อาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละที่ ที่ญี่ปุ่นสาวๆ จะเป็นฝ่ายให้ก่อน แล้วหนุ่มๆ จะมอบคืนในวันไวท์เดย์ หรือวันที่ 14 มีนาคมค่ะ

ช็อกโกแลตเป็นของยอดฮิตที่สาวๆญี่ปุ่นเลือกที่มอบให้หนุ่มๆ โดยจะแบ่งช็อกโกแลตออกเป็นหลายประเภทมากๆ แต่ที่สาวๆ ญี่ปุ่นปวดหัวมากที่สุดก็คือ “กิริช็อกโกะ” (Giri Choco) หรือช็อกโกแลตที่ให้ตามมารยาทนั้นเองค่ะ โดยจะให้กับเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือเพื่อนผู้ชายที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพื่อแสดงความขอบคุณและแสดงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สาเหตุหลักที่ทำให้สาวๆ ปวดหัวก็คือ “มันสิ้นเปลือง” ค่ะ ต้องให้หลายคน แถมยังให้ตามมารยาทอีกตังหาก เอาเงินไปทานซูชิกว่า ในบทความนี้จะมาแนะนำ 5 กิริช็อกโกะราคาประหยัด เตรียมรับวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงค่ะ!

1. Morozoff Plain Chocolate (モロゾフ プレーンチョコレート)

 

ตัวแรกที่อยากแนะนำก็คือ “Morozoff Plain Chocolate” ประกอบด้วยช็อกโกแลตทั้งหมด 6 ชิ้น ราคา 324 เยน (ประมาณ 93 บาท) ด้วยปริมาณและแพคเกจที่ดูแพง ถึงจะเป็นเพียงช็อกโกแลตตามมารยาท หนุ่มๆ ก็คงไม่กล้าบ่น ถ้าซื้อให้คนละกล่องอาจจะแพงไปสักนิด แต่ถ้าให้หยิบคนละชิ้นก็จะประหยัดได้มากขึ้น ถือเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับสาวๆ ให้รอดพ้นมรสุมวันวาเลนไทน์ค่ะ

2. Lindt Giftbox (リンドール ギフトボックス)

 

Lindt มีจุดเด่นอยู่ที่ตัวบรรจุภัณฑ์ที่มีสีสันสดใสมองแล้วเหมือนห่อลูกอม สำหรับคนที่มองหาช็อกโกแลตที่อยู่ในแพกเกจจิ้งสวยๆ แจกได้หลายๆ คน มีหลายรสให้เลือก ขอแนะนำเป็น “Lindt Giftbox” ใน 1 ถุงบรรจุช็อกโกแลต 50 ชิ้น ราคา 5,400 เยน (1,542 บาท) เฉลี่ยแล้วตกชิ้นละ 108 เยน (ประมาณ 31 บาท) เท่านั้น อาจจะให้คนละชิ้น หรือคนละ 2-3 ชิ้นก็ได้ค่ะ แค่นี้หนุ่มๆ ที่ออฟฟิศก็ยิ้มออกแล้ว

 

แบรนด์สุดฮอตประจำวันวาเลนไทน์อย่าง “GODIVA” ก็ทำขนมออกมาสำหรับให้สาวๆ ซื้อไปแจกหนุ่มๆ ในออฟฟิศเหมือนกัน ขอแนะนำเป็น “Cookie Assortment” บรรจุ 32 ชิ้น ราคา 3,240 เยน (ประมาณ 925 บาท) เฉลี่ยชิ้นละ 101 เยน (ประมาณ 29 บาท) สำหรับกิริช็อกโกะที่มีแพคเกจสวยหรูตามสไตล์ GODIVA ราคานี้ถือว่าคุ้มค่ามาก! คุกกี้จะมีด้วยกัน 2 รสคือ คุกกี้มิลค์ช็อกโกแลตหอมโกโก้ และคุกกี้ดาร์คช็อกโกแลตสุดเข้มข้น มี 3 แบบให้เลือกคือ 18 ชิ้น 32 ชิ้น และ 55 ชิ้น

4. Shiseido Parlor Chocolat Vion (資生堂パーラー ショコラヴィオン)

 

 

Shiseido Parlor เป็นที่นิยมในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป เหมาะสำหรับให้เจ้านายหรือบริษัทคู่ค้าที่ติดต่อกันบ่อยๆ ขอแนะนำเป็น “Chocolat Vion 32 ชิ้น” ราคา 2,484 เยน (ประมาณ 709 บาท ) เฉลี่ยแล้วตกชิ้นละ 82 เยน (ประมาณ 24 บาท) แพจเกจใช้สีทองและสีดำให้ความรู้สึกหรูหรา ประกอบด้วยช็อกโกแลตเข้มข้นกรุบกรอบ 2 แบบคือ Noir ที่มีรสขมนิดๆ และ Fraise ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน

5. Caffarel Gianduja Quindic (カファレル ジャンドゥーヤ・クインディチ)

 

ถ้าพูดถึงช็อกโกแลตของร้าน Caffarel แบรนด์เก่าแก่สุดหรูจากอิตาลีแล้ว ก็ต้องนึกถึง “Gianduja” ที่ผสมเฮเซลนัทบด ตัวที่อยากแนะนำก็คือ “Gianduja Quindic” ประกอบด้วยช็อกโกแลต Gianduja 3 ประเภท คือ รสดั้งเดิม รสกาแฟ และรส Bitter ราคาอยู่ที่ 3,240 เยน (ประมาณ 925 บาท) เฉลี่ยชิ้นละ 216 เยน (ประมาณ 62 บาท) ราคาอาจจะสูงกว่าตัวอื่นที่แนะนำมา แต่เป็นช็อกโกแลตที่ทานแล้วแทบจะละลายในปาก กลิ่นเฮเซนัทก็หอมเตะจมูก ได้ทานแค่ชิ้นเดียวก็ฟินมากๆ แล้วค่ะ แพคเกจก็สวย ช็อกโกแลตก็อร่อย ใครได้รับก็ต้องดีใจทั้งนั้น

จบไปแล้วกับกิริช็อกโกะทั้ง 5 แบบ น่าทานมากๆ เลยจริงมั้ยคะ การมอบกิริช็อกโกะเป็นธรรมเนียมในสังคมญี่ปุ่นอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ในบริษัท แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นภาระและความหนักใจของใครหลายๆ คน เลือกนำไปปฏิบัติให้พอดีกับตัวเองน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดนะคะ      สล็อตเว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. 5 ช็อกโกแลตอร่อยลํ้าเกินราคาในร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น
  2. “คุริมันจูไม่จำกัดจำนวน” เมนูขนมสุดพีคจากพิพิธภัณฑ์ Fujiko·F·Fujio
  3. Nestlé Japan วางจำหน่ายคิทแคทซีรีส์สัตว์ทะเลรักโลก “Kitkat Ocean Salt”
  4. จัดอันดับไอศกรีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของคนญี่ปุ่น!
Categories
BLOG

ต้นตำรับความอร่อย! วิธีทำหอยลายญี่ปุ่นนึ่งสาเก พร้อมเคล็ดลับการเอาทรายออกให้เกลี้ยง

แม้ว่าที่ญี่ปุ่นจะหาซื้อหอยลายญี่ปุ่นหรืออาซาริ (あさり) ได้ทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่จะรับประทานหอยลายอวบหวานอร่อยนั้นมีแค่สองช่วงของปีคือ ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน และเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมเท่านั้น โดยหนึ่งในเมนูเด็ดที่คนญี่ปุ่นนิยมชมชอบมากคือ หอยอาซาริหรือหอยลายญี่ปุ่นนึ่งสาเก มารู้วิธีการเอาทรายออกจากหอย วิธีการทำหอยลายญี่ปุ่นนึ่งสาเก และคุณค่าสารอาหารในหอยลายกันนะคะ

วิธีการเอาทรายและโคลนออกจากหอย

แม้ว่าจะมีหอยลายแบบที่เอาทรายออกแล้ววางจำหน่าย แต่เมื่อนำมาปรุงอาหารก็มักจะเจอทรายอยู่ดี คนญี่ปุ่นมีหลักการเอาทรายและโคลนออกจากหอยลายญี่ปุ่นดังนี้คือ

1. แช่หอยลายในน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นของเกลือประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งเตรียมได้ง่ายโดยการละลายเกลือ 1  ช้อนชาในน้ำ 200 มิลลิลิตร

2. วางเรียงหอยในภาชนะก้นตื้นไม่ให้หอยซ้อนทับกัน เพราะหากซ้อนทับกัน หอยที่อยู่ด้านล่างจะดูดเอาทรายที่หอยตัวบนคายออกมา ทั้งนี้ปริมาณน้ำเกลือที่ใช้แช่ควรใช้ในปริมาณที่พอปิดตัวหอยได้ เพื่อให้หอยคายโคลนและทรายออกมาได้อย่างง่ายดาย

3. ปิดฝาภาชนะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หรืออลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้หอยรู้สึกว่าเหมือนอยู่ในทราย ซึ่งจะทำให้หอยคายทรายออกมาจนหมด อีกทั้งการปิดฝาภาชนะก็มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่หอยพ่นออกมาเปื้อนบริเวณรอบๆ ที่วางภาชนะ

4. วางภาชนะใส่หอยไว้ในตู้เย็นประมาณ 2-3 ชั่วโมง

วิธีการทำหอยลายนึ่งสาเก

วัตถุดิบ

  • หอยลายญี่ปุ่น 300 กรัม
  • สาเกปรุงอาหารหรือสาเกสำหรับดื่ม 3 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมหั่น เล็กน้อย

วิธีทำ

1. เตรียมน้ำเกลือโดยการละลายเกลือ 1 ช้อนโต๊ะครึ่งหรือประมาณ 9 กรัมในน้ำ 300 มิลลิลิตร จากนั้นเทน้ำเกลือลงในภาชนะที่เรียงหอยไว้  ปิดด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ และนำภาชนะไปวางไว้ในตู้เย็นประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาก็นำหอยลายมาล้างขัดให้สะอาด

2. หั่นต้นหอมให้มีขนาดเล็ก

3. ตั้งกระทะบนไฟกลาง นำหอยใส่ในกระทะ เติมสาเกลงไป ปิดฝากระทะและเขย่ากระทะเป็นครั้งคราว รอจนฝาหอยเปิดออกแล้วจึงปิดไฟ ทั้งนี้ไม่ควรจะให้หอยสุกเกินไปเพราะจะทำให้หอยหดตัวและมีเนื้อสัมผัสเหนียว

 

4. ตักหอยลายใส่จาน โรยด้วยต้นหอมหั่น เสิร์ฟตามชอบ (โดยปกติหอยลายจะมีรสเค็มอยู่แล้ว แต่หากรู้สึกว่ารสชาติยังอ่อนก็เติมเกลือหรือโชยุลงไปเล็กน้อยก็ได้)

คุณค่าสารอาหารที่ทำให้คนญี่ปุ่นชอบรับประทานหอยลายญี่ปุ่น

นอกจากรสชาติอร่อยแล้ว หอยลายญี่ปุ่นยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และธาตุเหล็ก อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามิน B12 โดยในหอยลาย 100 กรัมมีวิตามิน B12 สูงถึง 20 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน (2.4 ไมโครกรัม) การรับประทานหอยลายเพียงวันละ 5 กรัมก็ให้ปริมาณวิตามิน B12 ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันแล้ว โดยวิตามินดังกล่าวมีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้คือ ช่วยบำรุงประสาท บรรเทาความเหนื่อยล้าของร่างกาย ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้มีสมาธิและความจำดี และผ่อนคลายความเครียด เป็นต้น นอกจากนี้หอยลายญี่ปุ่นยังอุดมไปด้วยทอรีน (Taurine) ซึ่งช่วยให้ตับทำงานได้ดี บรรเทาอาการเมาค้าง และทำให้เลือดไหลเวียนดี เป็นต้น

หอยลายญี่ปุ่นนึ่งสาเกเป็นอีกหนึ่งเมนูที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานเป็นกับแกล้ม หอยลายไทยก็อร่อยและมีคุณค่าทางอาหารไม่แตกต่างกัน หากเจอหอยลายสดๆ ลองซื้อมาทำดูนะคะ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

”เทกกะมากิ” ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า เขาว่าชื่อนี้มีที่มาเหมือน “แซนด์วิช” จริงหรือเปล่า!?

ท่านผู้อ่านชอบกินข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า (มากุโระ) ดิบ เนื้อแดงๆ กันไหมครับ? ผู้เขียนนานๆ กินทีครับเพราะว่าชอบไส้ทากุอันหรือไม่ก็ปลาซาบะดองมากกว่า แต่วันนี้ที่อยากมาพูดถึงตรงนี้ก็เพราะเรื่องของ “ชื่อ” และ “ที่มาของชื่อมันนี่แหละครับที่มีบางกระแสว่า มันมีที่มาของชื่อเหมือนกับ “แซนด์วิช” เปี๊ยบเลย แต่มันจะเป็นเช่นนั่นจริงหรือเปล่า เราไปดูกันครับ

ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า (มากุโระ) ดิบ เนื้อแดงๆ นั้น เรียกว่า “เทกกะมากิ (鉄火巻)” เป็นซูชิห่อสาหร่ายแบบหนึ่ง ซึ่งโดยหลักเอาเนื้อปลามากุโระดิบใส่วาซาบิขูดเป็นไส้ แต่ว่ากันว่าที่นางาซากินั้นเอาปลาบุริ ปลาคัมปาจิ ปลาฮิรามาสะมาเป็นไส้แทนก็มี

ชื่อ “เทกกะมากิ” มาจากไหน?

ถ้าเราดูคำว่า เทกกะ แล้ว จะแปลตรงตัวได้ว่า ไฟเหล็ก (鉄火) ทำไมชื่อว่าไฟเหล็ก มีคำอธิบายอยู่สองกระแส

กระแสที่หนึ่ง เขาบอกว่ามาจากหน้าตา คือเนื้อแดงปลามากุโระ สีมันแดงๆ คล้ายเหล็กโดนเผาไฟ ซึ่งก็มีการอ้างต่อไปว่า สมัยก่อนอาหารอะไรสีออกแดงๆ เผ็ดๆ ก็เรียก “เทกกะ” หมด เช่น เทกกะมิโสะ (鉄火味噌) เทกกะด้ง (鉄火丼)

กระแสที่สอง เขาบอกว่า เพราะว่าสมัยก่อนเขาเอาซูชิอย่างนี้มานั่งกินที่บ่อนพนัน โดยบอกว่าสมัยก่อนนั้น เขาชอบเรียกบ่อนพนันว่า “เทกกะบะ” (鉄火場) เพราะเปรียบเปรยว่าบ่อนพนันเป็นที่ที่ร้อนแรงมากจนสะเก็ดไฟกระเด็น แล้วก็บอกต่อไปอีกว่าพวกนักพนันนั้นความที่กำลังมันส์กับการจั่ว ก็เลยชอบกินอะไรที่ถือมือเดียวกินได้ ทีแรกก็กินข้าวห่อสาหร่ายไส้น้ำเต้า (คัมเปียว) ไปๆ มาๆ ก็มาชอบกินไส้มากุโระดิบๆ แดงๆ กันมากกว่า

พอฟังแล้วใครๆ ก็คงคิดว่าช่างเหมือนกับ “แซนด์วิช” เลย คือเกิดจากที่ท่านเอิร์ล ออฟ แซนด์วิช รุ่นที่สี่ (จอห์น มองตากู) ท่านชอบจั่วไพ่จนอยากจะหาอะไรที่ “กินด้วยมือข้างเดียวได้” เลยสั่งคนใช้ให้เอาขนมปังมาประกบเนื้อให้กินหน่อย ซึ่งบรรดาขาไพ่โต๊ะเดียวกับท่านเอิร์ลเห็นแล้วก็ว่าดี เลยเอาอย่างท่านเอิร์ลบ้าง ไปๆ มาๆ ชื่อบรรดาศักดิ์ของท่านเลยกลายเป็นชื่ออาหารว่า “แซนด์วิช” ไป

John Montagu, 4th Earl of Sandwich
John Montagu ท่านเอิร์ลแห่งแซนด์วิชรุ่นที่สี่ (4th Earl of Sandwich)

อย่างไรก็ดี ทฤษฎีที่ว่าข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า (มากุโระ) ดิบ เนื้อแดงๆ นั้น เรียกว่า “เทกกะมากิ” เพราะกินที่ “เทกกะบะ” นั้น บอกตรงๆ ก็ยังฟังดูเลื่อนลอยเพราะว่าไม่ได้มีรายละเอียดเยอะพอขนาดว่า กินที่บ่อนไหน ย่านไหน ในปี พ.ศ. ไหน หรือว่าใครริเริ่มกินในบ่อนก่อน (ฮา) ซึ่งต่างจากเรื่อง “แซนด์วิช” เพราะอันนั้นชี้ถึงตัวบุคคลที่มีหน้ามีตาที่มีตัวตนจริงๆ ในประวัติศาสตร์  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

ชื่อจะมาจากไหนก็ช่างมันเถอะครับ ผู้เขียนว่าพรุ่งนี้จะไปร้านอาหารญี่ปุ่น สั่งเทกกะมากิกินสักจานละกัน (ฮา)

Categories
BLOG

ไอเดียเมนูนัตโตะ สร้างสรรค์ให้น้องถั่วเน่ากินกับอะไรก็อร่อย!

ถ้าใครเล่น tiktok บ่อย ๆ จะเห็นว่าช่วงนี้มีผู้ใช้ tiktok จำนวนไม่น้อยเลยที่ถ่ายคลิปสาธิตวิธีการทานนัตโตะหรือถั่วเน่าญี่ปุ่น ทุกคนชอบทานกันมั้ยคะ ปกติทานกับอะไรกันบ้างเอ่ย ? ด้วยความที่มันไม่ใช่อาหารที่คนไทยคุ้นเคย หลาย ๆ คนเลยอาจจะไม่มีไอเดียว่าทานกับอะไรถึงจะอร่อย ที่เห็นบ่อยสุดก็คงเป็นไข่ดิบ แต่วันนี้เรามีไอเดียเมนูนัตโตะมานำเสนอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับน้องถั่วเน่าของเรามากขึ้น!

นัตโตะน้ำมันงาสไตล์จีน

 

เริ่มเมนูแรกที่แสนจะง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก เตรียมนัตโตะ 1 แพ็คพร้อมมัสตาร์ด น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา ผงซุปดาชิแบบจีน 1/4 ช้อนชา ต้นหอม งาขาว และข้าวสวยร้อน ๆ ตามชอบ สำหรับวิธีทำ ในเมื่อเป็นเมนูที่เบสิคสุด ๆ วิธีทำก็เบสิคสุด ๆ เช่นกัน คือนำเครื่องปรุงทุกอย่างใส่ลงไปในนัตโตะ ยีให้เข้ากัน ราดบนข้าว โรยด้วยต้นหอมกับงาขาว อื้มมม อร่อยเหาะ!

นัตโตะเนยฉ่ำ

 

เมนูนี้ก็ง่ายไม่แพ้กัน เตรียมนัตโตะพร้อมมัสตาร์ด เนย 10 กรัม ต้นหอมและข้าวร้อน ๆ ตามชอบ วิธีทำก็ง่าย ๆ ผสมมัสตาร์ดลงไปในนัตโตะ ยีให้เข้ากันเหมือนเดิม ใส่ต้นหอมลงไปแล้วผสมให้เข้ากัน ราดลงบนข้าว จากนั้นนำเนยเข้าไมโครเวฟ 10-20 วินาทีให้พอละลายเล็กน้อย นำมาวางบนนัตโตะอีกที เนยเยิ้ม ๆ ละลายลงไปจะทำให้นัตโตะมีกลิ่นหอมหวานมากขึ้น

นัตโตะพาร์ม่าแฮม

 

เตรียมนัตโตะ 1 แพ็ค พาร์มาแฮม 3 แผ่น ใบโอบะ 3 ใบ น้ำมันมะกอกประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ และข้าวสวยตามชอบ วิธีทำก็ไม่มีอะไรมาก ผสมมัสตาร์ดยีให้เข้ากับนัตโตะ ราดบนข้าว แล้วนำพาร์มาแฮมมาวางข้างบน ชอบมากก็วางหลายแผ่นหน่อย ท็อปปิ้งด้วยใบโอบะหั่นฝอย หรือจะใช้ผักอย่างอื่นที่ชอบก็ได้ ราดด้วยน้ำมันมะกอก เสร็จเรียบร้อย

นัตโตะอะโวคาโด

 

อีกเมนูที่จะแนะนำ ส่วนผสมจะเยอะนิดหนึ่งนะคะ เตรียมนัตโตะ 2 แพ็ค อะโวคาโด 1 ลูก โคชูจัง 1 ช้อนชา เมนสึยุ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ 1 ช้อนชา น้ำตาล 1 ช้อนชา น้ำมันงาเล็กน้อย งาบดและข้าวสวยตามชอบ วิธีทำคือ หั่นอะโวคาโดเป็นชิ้นเล็กวางบนข้าว ผสมนัตโตะกับมัสตาร์ดแล้ววางลงไปอีกชั้น จากนั้นนำโคชูจัง เมนสึยุ น้ำ น้ำตาล น้ำมันงา ผสมให้เข้ากันแล้วราดลงไป โรยด้วยงาบดก็เรียบร้อย จะเสริมท็อปปิ้งด้วยปลาดิบหรือไข่ออนเซ็นก็ไม่เลว  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

นอกจากเมนูที่ทานกับข้าวสวยง่าย ๆ แล้ว ยังมีไอเดียในการทานนัตโตะอีกมากมายหลายแบบ ทั้งทานกับขนมปัง สลัด เส้นราเม็ง เส้นสปาเก็ตตี้ คู่กับท็อปปิ้งหรือกับข้าวต่าง ๆ ลองไปดูจากอินสตาแกรมของคนญี่ปุ่นกันค่ะว่าเขาครีเอทเมนูอะไรกันบ้าง

นัตโตะกับไข่ม้วน

 

นัตโตะกับแกงกะหรี่

 

นัตโตะโอมุไรสุ

 

นัตโตะราเม็งกรอบ

 

 

นัตโตะสปาเก็ตตี้

 

นัตโตะปังราดชีสมาโย

 

นัตโตะขนมปังบาร์เก็ต

 

ใครที่รู้สึกว่านัตโตะทานยาก กลิ่นและรสไม่ค่อยถูกปาก ลองทำตามคนญี่ปุ่นหรือมาดัดแปลงเป็นเมนูใหม่ ๆ จะทานง่ายขึ้นแน่นอน อยากได้เมนูเพิ่มเติม เข้าไปดูที่ไอจี opeko_natto ได้เลยค่าา ^^

Categories
BLOG

เที่ยวง่ายๆในโอกินาวะด้วยรถสาธารณะ

โอกินาวะเป็นจังหวัดหนึ่งที่นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติมากมาย ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะใช้บริการรถเช่ากันเพราะสะดวกและอิสระ แต่สำหรับใครที่ขับรถไม่เก่งหรือกังวลกับการขับรถต่างถิ่นก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ที่โอกินาวะมีระบบขนส่งให้เลือกใช้มากมายตามความต้องการของแต่ละคน ที่สำคัญสะดวกและไม่แพงอย่างที่คิด มีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

1. รถโมโนเรล

รถไฟฟ้าโมโนเรลเชื่อมต่อระหว่างสนามบินนาฮะกับสถานีรถไฟชูริหรือคนในพื้นที่จะรู้จักกันในชื่อของ “ยูอิ เรล” (ゆいレール, Yui Rail) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 27 นาทีด้วยความเร็ว 13 km

ปัจจุบันกำลังขยายเส้นทางจากสถานีชูริ〜สถานีเทดาโกะอูระ โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2019 แต่ถ้าความเร็วลมมากกว่า25m/วินาทีจะต้องหยุดให้บริการ เพราะฉะนั้นช่วงที่มีพายุต้องตรวจสอบตารางการเดินรถด้วยนะคะ

เหมาะกับใครบ้าง
・ผู้ที่ต้องการชมเมืองประวัติศาสตร์ชูริไปรอบๆ
・อยากให้การเดินทางเข้าถึงบรรยากาศของโอกินาวะ
・กลุ่ม 3~5 คน

อ่านรายละเอียเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Yui Rail ได้ที่ → ท่องเที่ยวโอกินาว่าพร้อมเดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟ Yui Rail

2. รถบัส

ในตัวเกาะโอกินาว่าส่วนมากเส้นทางรถบัสจะครอบคลุมทุกพื้นที่ หลายคนจึงเลือกใช้บริการรถบัสและในการใช้บริการสามารถเลือกรูปแบบได้ตามความต้องการ เช่น ใครที่อยากลุยจุดท่องเที่ยวสำคัญเป็นหลักขอแนะนำ “Tour Bus” ใครที่ต้องการใช้บริการเพียงจากสนามบินไปโรงแรมก็เป็น “Airport Limousine Bus” หรืออยากเที่ยวเรื่อยๆแนะนำ “ตั๋วโดยสาร 1 วันแบบไม่จำกัดเที่ยว” ซึ่งสามารถใช้บริการได้ไม่จำกัดเที่ยวภายในตัวเมืองนาฮะ ใครไม่มีใบขับขี่ก็เที่ยวรอบโอกินาวะได้เช่นกันค่ะ
เหมาะกับใครบ้าง
・กลุ่มเล็กๆ 1~2 คน
・กลุ่มใหญ่ 10~30 คน
・เที่ยวแบบประหยัดและสนุก
・ผู้ที่อยากเที่ยวตั้งแต่ในตัวนาฮะถึงทางเหนือ

Okinawa Hip Hop Bus( 1 Day Bus Tour)

3. แท็กซี่

บางคนขับรถได้แต่ไม่มั่นใจในการขับที่ต่างถิ่นหรือบางคนมีใบขับขี่แต่ไม่มีโอกาสหรือไม่ค่อยได้ขับรถในชีวิตประจำวันนั้น แท็กซี่ก็เป็นอีกทางเลือก พนักงานขับรถแท็กซี่สำหรับการท่องเที่ยวในโอกินาว่ามีใบรับรองการขับจึงวางใจสนุกกับการเที่ยวโอกินาว่าได้เต็มที่เลยค่ะ

เหมาะกับใครบ้าง
・กลุ่มไม่เกิน 4 คน
・อยากไปเที่ยวที่ที่แนะนำของพนักงานขับรถ
・ไม่ค่อยมีข้อจำกัดเรื่องงบแต่ขอให้ได้สัมผัสชีวิตท้องถิ่น

ติดต่อแท็กซี่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ → Okinawa taxi

4. รถเช่า

 

ข้อดีของรถเช่าคือราคาถูกและมีความอิสระ ในรถมีนาวิเกเตอร์เพราะฉะนั้นหมดห่วงเรื่องหลงทางได้เลย
เหมาะกับใครบ้าง
・กลุ่มไม่เกิน 5 คน
・ผู้ที่มีสัมภาระมาก

NIPPON RENT-A-CAR OKINAWA
OTS RENT-A-CAR

5. จักรยานเช่า

ขี่จักรยานผจญภัยทั่ว ขี่ไปได้ถึงจุดที่เดินเข้าไปไม่ได้ ทางเลือกนี้ขอแนะนำกับคนที่ชอบลุยเดี่ยวค่ะ
เหมาะกับใครบ้าง
・กลุ่มเล็กๆ 1~2 คน
・ผู้ที่ต้องการเที่ยวชิลๆ

เป็นยังไงกันบ้างคะ การเที่ยวโอกานาวะด้วยตัวเองไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ เที่ยวกันเองไม่ต้องอาศัยทัวร์ ได้เที่ยวในที่ที่อยากไปอย่างอิสระ ใครมีแผนไปเที่ยวโอกินาวะลองวางแผนการเดินทางที่เหมาะกับโปรแกรมดูนะคะ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสกับตลาดคริสต์มาส 12 แห่งที่ญี่ปุ่น (ตอนที่ 1)

พอเข้าเดือนธันวาคมแล้วหลายประเทศรวมถึงไทยและญี่ปุ่นก็กลายเป็นบรรยากาศต้อนรับคริสต์มาสกัน ทั้งต้นคริสต์มาสเอย ไฟประดับระยิบระยับเอย ของขวัญต่าง ๆ นานาไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายชนิดในเทศกาลคริสต์มาส นอกจากนี้ยังมีตลาดคริสต์มาส (Christmas Market) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนีอีกด้วย วันนี้เราเลยจะมาแนะนำตลาดคริสต์มาสที่ญี่ปุ่นที่สามารถเอนจอยไปกับบรรยากาศของเทศกาลคริสต์มาสได้โดยไม่ต้องไปไกลถึงยุโรป!

Sendai Winter Park Christmas Market (จ.มิยางิ)

ตลาดคริสต์มาสที่สามารถเอนจอยไปกับการเล่นสเก็ตได้!

เบียร์กับไวน์เยอรมัน อาหารเลิศรสต่าง ๆ ไปจนถึงสินค้าของฝากในเทศกาลคริสต์มาสมากมายมารวมกันที่นี่แล้ว นอกเหนือจากนี้ยังมีลานสเก็ตให้สามารถเพลิดเพลินไปกับการเล่นสเก็ตในหน้าหนาวนี้ได้อีกด้วย

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคมถึงวันพุธที่ 25 ธันวาคมนี้
วันเวลาทำการ : วันธรรมดาตั้งแต่ 16.00 – 21.00 น., วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 12.00 น. – 21.00 น.
สถานที่ : Kotodai Park

Christmas Market in Kosaka 2019 (จ.อากิตะ)

คริสต์มาสในฤดูหนาวสไตล์เยอรมันที่เมืองโคซากะ !

สามารถลิ้มชิมรสกับอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิดทั้งไวน์ร้อน ไส้กรอก และขนมหวานต่าง ๆ ที่ตลาดคริสต์มาสตามสไตล์เยอรมันแบบดั้งเดิม

ระยะเวลา : วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม, วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม และวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม
วันเวลาทำการ : ตั้งแต่ 17.00 – 19.30 น. (วันสุดท้ายถึง 20.00 น.)
สถานที่ : Meiji Hyakunen Street (Tenshi Kan, Kosaka Mine Office Area)

Tamaari Town Christmas Market (จ.ไซตามะ)

เต็มไปด้วยสินค้าของเก่าและสินค้านำเข้านานาชนิด!

นอกเหนือจากอาหารเลิศรสให้ได้ลิ้มลองแล้ว สองข้างทางยังเรียงรายไปด้วยสินค้าของเก่าและสินค้าในเทศกาลคริสต์มาสนานาชนิด และยังมีคอนเสิร์ตให้ได้ชมกันตั้งแต่วันที่ 21 – 25 กุมภาพันธ์ (ยกเว้นวันที่ 23) อีกด้วย

ระยะเวลา : ถึงวันพุธที่ 25 ธันวาคมนี้
วันเวลาทำการ : วันธรรมดาตั้งแต่ 15.00 น. – 20.00 น., วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 11.00 – 20.00 น.
สถานที่ : Saitama Shintoshin Keyaki Plaza

Tokyo Christmas Market 2019 in Shiba Park (จ.โตเกียว)

สัมผัสคริสต์มาสที่โตเกียวทาวเวอร์!

ตลาดสไตล์เยอรมันจะจัดต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 วัน อาหารและไอเทมต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ในเทศกาลคริสต์มาสจะมารวมกันที่นี่ให้ได้เลือกสรรมากมาย

ระยะเวลา : ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคมถึงวันพุธที่ 25 ธันวาคมนี้
วันเวลาทำการ : ตั้งแต่ 11.00 – 22.00 น.
สถานที่ : Tokyo Shiba Park Onarimon Station

Christmas Market in Yokohama Red Brick Warehouse (จ.คานางาวะ)

ดื่มด่ำไปกับอาหารและไวน์ของเยอรมันหลากหลายชนิด!

 

ตลาดคริสต์มาสในธีมหลัก 2 อย่างคือ “อาหารจานเนื้อสไตล์เยอรมัน & ไวน์ร้อน” กับ “อาหารซีฟู้ด & แชมเปญ”

ระยะเวลา : ถึงวันพุธที่ 25 ธันวาคมนี้
วันเวลาทำการ : ตั้งแต่ 11.00 – 21.00 น., หลังจากวันที่ 14 ธันวาคมจะถึง 22.00 น.
สถานที่ : Yokohama Red Brick Warehouse Event Plaza, Red brick Park

Hobby Town Shizuoka Christmas Festa 2019 (จ.ชิสุโอกะ)

เทศกาลชมช็อปของแฮนด์เมด!

เป็นงานที่จัดขึ้นที่ชิสุโอกะซึ่งจะเผยให้เห็นถึงโลกของ “สินค้าแฮนด์เมด” ที่ประกอบขึ้นจากวัสดุที่หลากหลาย ในงานมีสินค้าแฮนด์เมดมากมาย รวมถึงแฟชั่นโชว์ก็มีให้ชมเช่นกัน

ระยะเวลา : วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม และ วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม
วันเวลาทำการ : ตั้งแต่ 9.00 น. – 17.00 น.
สถานที่ : Twin Messe Shizuoka North Building, South Building

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับตลาดคริสต์มาสที่ญี่ปุ่น ไม่ต้องไปไกลถึงยุโรปก็สามารถเพลิดเพลินกับตลาดคริสต์มาสในสไตล์ญี่ปุ่นของเขาได้ ยังไม่หมดแค่นี้ค่ะ ตลาดที่เหลือจะมีที่ไหนบ้างอย่าลืมติดตามกันตอนหน้านะคะ                        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ชิกะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดชิกะที่ ANNGLE จะพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวกันวันนี้ หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นหูนัก จังหวัดนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของภูมิภาคคันไซ ใกล้กับเกียวโต เป็นที่ตั้งของทะเลสาบบิวะ ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเมืองปราสาทด้วย นอกจากนี้พื้นที่กว่าหนึ่งในหกของจังหวัดชิกะยังถูกขนานนามว่าเป็นโอมิฮัคเค หรือแปดทิศอันงดงามแห่งโอมิ ถ้าอยากรู้ว่าจังหวัดชิกะมีทิวทัศน์สวยขนาดไหนละก็ ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ !

1.ทะเลสาบบิวะ (琵琶湖)

ทะเลสาบบิวะ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยโทริอิกลางทะเลของศาลเจ้าชิราฮิเกะ ถึงจะไม่ใหญ่เหมือนโทริอิที่เกาะมิยาจิม่า แต่โทริอิแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ในการเข้าชมทะเลสาบ อีกทั้งยังสร้างความงดงามให้กับทิวทัศน์บริเวณนี้อีกด้วย ที่สำคัญเพื่อน ๆ ยังสามารถทำกิจกรรมทางน้ำอย่างพายเรือคายัค ตกปลา ตั้งแคมป์ ว่ายน้ำ หรือล่องเรือ Michigan เรืออเมริกันโบราณขนาดใหญ่ที่มีชั้นดาดฟ้าสามารถชมวิวแบบ 360 องศาได้ด้วย

บริเวณทะเลสาบบิวะยังมีสวนสาธารณะนากิซะตั้งเลียบไปกับทะเลสาบ ที่นี่จึงกลายเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินยอดนิยม เพราะเมื่อยามแสงอาทิตย์กระทบกับผิวน้ำแล้ว เป็นอะไรที่สวยงาม ควรค่าแก่การดูชมมาก ๆ ค่ะ นอกจากนี้บริเวณสวนแห่งนี้ยังเป็นจุดชมน้ำพุเต้นระบำซึ่งจะเปิดอยู่กลางทะเลสาบบิวะ ถือเป็นน้ำพุที่ยาวที่สุดในโลก แถมยังมีการเปิดไฟประดับที่น้ำพุตอนกลางคืนอีกด้วย

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจล่องเรือชมทะเลสาบบิวะ มีทั้งแบบ Full Course 80 นาที ผู้ใหญ่ 2,780 เยน เด็ก 1,390 เยน และแบบด่วน 60 นาที ผู้ใหญ่ 2,260 เยน เด็ก 1,130 เยน ส่วนสวนสาธารณะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.30 น. และน้ำพุเปิดให้ชมทุกวันในช่วง 12.00-13.00 น. และ 18.00-20.00 น. ยกเว้นวันพุธที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน วิธีเดินทางจากสถานีรถไฟ Hamaotsu เดินต่ออีกประมาณ 5 นาที หรือเดินจากสถานีรถไฟ JR Otsu ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม biwako

2. หออุคิมิโดะ วัดมังเกทสึจิ (満月寺浮御堂)

หออุคิมิโดะ เป็นส่วนหนึ่งของวัดมังเกทสึจิ ที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบบิวะ ในสมัยก่อนมีการวางพระพุทธรูปอมิตา 1,000 องค์ เพื่อใช้สำหรับการสวดมนต์ให้ทุกคนที่อาศัยอยู่บริเวณทะเลสาบปลอดภัย อีกทั้งที่นี่ยังมีชื่อเสียงเรื่องทิวทัศน์อันสวยงามของโอมิ โนะ คุนิ หรือหออุคิมิโดะ ที่สร้างยื่นออกไปยังทะเลสาบบิวะ เสมือนกำลังลอยตัวอยู่เหนือทะเลสาบ ที่นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาชมความงามของทะเลสาบบิวะรวมถึงพระจันทร์เต็มดวง และด้วยทัศนียภาพอันงดงามของหออุคิมิโดะ ที่นี่จึงถูกนำไปวาดในภาพคะตะตะ โนะ ราบุกัน หรือ ห่านป่าคืนสู่เหย้า ที่เป็นส่วนหนึ่งของแปดภาพวาดทัศนียภาพเขตโอมิ รวมถึงยังไปปรากฏอยู่ในบทประพันธ์ของ มัทซึโอะ บะโช กวีอันเลื่องชื่อชาวญี่ปุ่นในสมัยเอโดะอีกด้วย

หออุคิมิโดะ วัดมังเกทสึจิ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. เสียค่าเข้าชม 300 เยน วิธีการเดินทางเพื่อน ๆ สามารถนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟ JR Katata และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 5 นาที จากป้ายรถประจำทาง Katata Demachi

ข้อมูลเพิ่มเติม biwako

3. ปราสาทฮิโกเนะ (彦根城)

ปราสาทฮิโกเนะ เป็นปราสาทแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่ยังคงเหลือเอาไว้ซึ่งตัวปราสาทหลัก คูเมือง กำแพง และประตู บริเวณรอบ ๆ ยังมีการสร้างอาคารเพิ่มเติมที่สามารถเดินชมงานนิทรรศการเกี่ยวกับปราสาทและระบบศักดินาของญี่ปุ่นในสมัยก่อนได้ ภายในปราสาทมีทั้งหมด 3 ชั้น ทั้งห้องนิทรรศการแสดงสมบัติของครอบครัวตระกูลต่าง ๆ อาวุธ เกราะ ชุดกิโมโนะ เครื่องดนตรีต่าง ๆ ลักษณะของตัวปราสาทโดดเด่นด้วยการผสมผสานกับสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบ ชั้นบนสุดของปราสาท เพื่อน ๆ ยังสามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพโดยรอบปราสาทได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์และสวนหย่อม ซึ่งเป็นสถานที่ชมดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ และข้าง ๆ ยังมีถนนช้อปปิ้งริมปราสาท ที่ให้บรรยากาศในสมัยอดีต เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเลียนแบบสถาปัตยกรรมจากสมัยเอโดะ เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในยุคนั้นเลยค่ะ

ปราสาทฮิโกเนะ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.30-17.30 น. ปิดทำการทุกช่วงวันหยุดปีใหม่ เสียค่าเข้าชม 1,000 เยน ถ้าชมพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว 500 เยน ถ้าเข้าชมทั้งปราสาท และสวนหย่อม 600 เยน วิธีการเดินทางจากสถานี Hikone เดินไปทางถนนเส้นหลักประมาณ 15 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม hikone

4. ปราสาทนากาฮาม่า (長浜城)

ปราสาทนากาฮาม่า ตั้งอยู่ที่เมืองนากาฮาม่า บริเวณริมทะเลสาบบิวะ หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดชิงะ ซึ่งปัจจุบันบริเวณโดยรอบปราสาทกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองนากาฮาม่า ที่ภายในสามารถชมเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปราสาทในสมัยก่อนได้ด้วย อีกทั้งปราสาทแห่งนี้ยังถูกล้อมรอบด้วยสวนสาธารณะโทโยที่มีต้นซากุระมากกว่า 800 ต้น ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองนากาฮาม่า รวมถึงเป็นสวนสาธารณะยอดนิยมในการมาชมดอกซากุระบานด้วย ดอกซากุระที่นี่จะบานเต็มที่ในช่วงต้นเดือนเมษายน ถึงกลางเดือนเมษายน แถมในช่วงนั้นยังมีการเปิดร้านค้า การแสดง รวมถึงการเปิดโคมไฟส่องบริเวณสวนสาธารณะในช่วงค่ำคืนอีกด้วย

สำหรับที่นี่เปิดให้เข้าชมฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วงเวลาในการชมไฟประดับดอกซากุระจะมีตั้งแต่ช่วงพระอาทิตย์ตกจนถึงประมาณ 21.00 น. การเดินทางจากสถานีรถไฟนากาฮาม่า สายJR แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาที

ข้อมูลเพิ่มเติม nagahama

5.วัดเอนริอาคุจิ (延暦寺)

วัดเอนริอาคุจิ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเท็นได ตั้งอยู่บนภูเขาฮิเอซัง ที่พาดระหว่างจังหวัดชิกะและเกียวโต ซึ่งภายในวัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนคือ “โทโด” ห้องโถงหลัก ซึ่งมีโบสถ์เอก หรือเนะโมะโตะ ไดโคโด ตั้งอยู่ตรงกลาง มีพระสงฆ์คอยสวดมนต์เติมน้ำมันโคมไฟบูชาพระประธานอยู่ตลอด ส่วนที่สอง “ไซโตะ” หรือเจดีย์ และวิหาร เป็นที่ตั้งของห้องโถงเก่าแก่ และสุดท้ายส่วนที่สาม “โยคาวะ” ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ห่างออกไปจากส่วนที่หนึ่งและสองประมาณ 2-3 กิโลเมตร จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้าไปชมมากนัก วัดแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางทรัพย์สิน และวัฒนธรรมของเกียวโตที่รักษาประเพณี และทัศนียภาพมามากกว่า 1,200 ปี รวมถึงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพื่อน ๆ ยังสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณวัดแห่งนี้ได้อีกด้วย

วัดเอนริอาคุจิเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. เสียค่าเข้าชม 700 เยน ส่วนบริเวณห้องสมบัติ เสียค่าเข้าชม 500 เยน การเดินทางจากเมืองชิงะโดย Sakamoto Cablecar นั่งรถไฟ JR kosei Line จากสถานี แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัส 5 นาที ลงที่สถานีเคเบิ้ลคาร์ Sakamoto เดินต่ออีก 5-10 นาที ก็จะถึงบริเวณวิหารหลักแล้วค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม hieizan

6.วัดอิชิยามะ (石光山 石山寺)

 

หนึ่งในภาพวาดของจันทร์เพ็ญ ฤดูใบไม้ร่วงที่อิชิยามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดภาพวาดทัศนียภาพของเมืองโอซึ วัดอิชิยามะสร้างขึ้นอยู่บนภูเขาหินขนาดใหญ่ เป็นสถาปัตยกรรมที่หาดูได้ยากในประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยพระเถระโรเบน โซโจว ในสมัยนารา ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นที่นิยมในการเดินทางมาแสวงบุญของผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาสมัยก่อนนั่นเอง

ภายในเพื่อน ๆ สามารถชมห้องโถงหลัก และเจดีย์สองชั้น ที่ถูกบันทึกเป็นสมบัติชาติ อีกทั้งยังมีสวนดอกไม้ตามฤดูกาล ให้เดินชมกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นดอกซากุระ ดอกซึซึจิ และดอกโชบุ เนื่องจากวัดอิชิยามะแห่งนี้มักถูกกล่าวถึงในบทประพันธ์ และวรรณคดีญี่ปุ่นบ่อย ๆ บริเวณห้องเกนจิ ซึ่งเมื่อก่อนถูกใช้เป็นสถานที่ในการประพันธ์บทกลอนของนักประพันธ์หญิงอย่าง มุราซากิ ชิคิบุ ที่นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ รวมถึงหอคันนง จุดชมพระจันทร์คืน 15 ค่ำ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถมองเห็นพระจันทร์ดวงกลมโตได้อย่างเต็มตาเลยละค่ะ

วัดอิชิยามะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.30 น. เสียค่าเข้าชม 500 เยน การเดินทางเพื่อนๆสามารถเดินจากสถานี เคย์ฮัง อิชิยามะ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม ishiyamadera

7.ศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะ (日吉大社)

 

ฮิโยชิไทฉะเป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาฮิเอในเมืองโอทสึ จังหวัดชิกะ เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นเส้นทางอับโชค ที่นี่จึงขึ้นชื่อเรื่องการป้องกันโชคร้ายและหายนะทั้งปวง อีกทั้งที่นี่ยังเป็นศาลเจ้าหลักในการจัดงานเทศกาลซันโนะ ซึ่งภายในศาลเจ้าเพื่อน ๆ สามารถเดินชมห้องโถงกว่า 21 ห้องที่มีสถาปัตยกรรมก่อสร้างอันหาดูได้ยาก และมีการเก็บรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมเอาไว้อย่างดี รวมถึงรูปลิงแกะสลักหินที่ตั้งอยู่บนแต่ละมุมของหลังคา

นอกจากศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะ แม้แต่แม่น้ำโอมิยะที่ไหลผ่านข้าง ๆ และสะพานฮิโยชิซันเกียว ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมบัติชาติที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นด้วย หากมีโอกาสมาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็อย่าลืมแวะมาชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ศาลเจ้าอิโยชิไทฉะนะคะ เพราะที่นี่มีต้นเมเปิ้ลกว่า 3,000 ต้น แถมตอนกลางคืนยังมีการตกแต่งไฟประดับเพื่อเพิ่มสีสันให้กับฤดูใบไม้ร่วงด้วย

ศาลเจ้าฮิโยชิไทฉะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น. เสียค่าเข้าชม 300 เยน ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ตั้งช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม สำหรับการเดินทางเพื่อน ๆ สามารถเดินเท้า 20 นาที จากสถานีซากะโมโตะ หรือเดินเท้า 5 นาที จากสถานีรถไฟซากาโมะโตะค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม hiyoshitaisha

8.ศาลเจ้าโอมิจินกู (近江神宮)

 

ศาลเจ้าโอมิจินกู ถูกสร้างขึ้นบริเวณเชิงเขาทางตะวันตกของทะเลสาบบิวะ เพื่ออุทิศให้กับจักรพรรดิเทนชิ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความโชคดี ความอุตสาหะ และนักวิชาการ อาคารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบของศิลปะในยุคโชวะ อีกทั้งตัวศาลเจ้ายังโดดเด่นด้วยสีแดงสดใส และโทริอิที่มีความงดงามและสะดุดตาไม่แพ้ที่อื่นเลยละ สำหรับเพื่อน ๆ ที่เคยดูอนิเมะเรื่อง Chihayafuru อาจจะคุ้นเคยกับศาลเจ้าแห่งนี้ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ในการจัดการแข่งขันคารุตะ หรือการ์ดเฮียวคุนิน ซึ่งแน่นอนว่าศาลเจ้าแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในฉากการแข่งขันที่สำคัญด้วย

อีกทั้งทุกวันที่ 3 พฤศจิกายน ยังตรงกับเทศกาลยาคุซาเมะ ที่เพื่อน ๆ สามารถมาชมการขี่ม้ายิงธนูได้ รวมถึงยังสามารถชมนาฬิกาจับเวลาที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เนื่องจากบริเวณศาลเจ้าเป็นพิพิธภัณฑ์นาฬิกาโอมิจินกู ที่สะสมนาฬิกาไว้กว่า 2,300 เรือน อย่างนาฬิกาโรอุโคคุ นาฬิกาน้ำที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น แถมยังมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโอมิ จินกู ภาพวาด และเครื่องปั้นดินเผาให้เพื่อน ๆ ได้ชมกันอีกด้วย

ศาลเจ้าโอมิจินกู เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 9.30-16.30 น. ปิดทุกวันจันทร์ บริเวณที่เสียค่าเข้าชม 300 เยน การเดินทางเพื่อน ๆ สามารถนั่งรถไฟฟ้าเคอิฮัน สาย Ishiyama-Sakamota  ไปลงที่สถานี Omi Jingu-mae จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 9 นาทีค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม oumijingu

9.พิพิธภัณฑ์มิโฮ (ミホミュージアム)

 

พิพิธภัณฑ์มิโฮ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ออกแบบโดยโคยามะ มิโฮโกะ สถาปนิกสาวชาวญี่ปุ่น และ ไอ. เอ็ม. เพ สถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์บนภูเขาชิงารากิ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นด้วยโครงสร้างของเหล็กและกระจกที่แปลกตา ทำให้กลายเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากตั้งอยู่ภายในภูเขาลึก ระหว่างทางที่เดินเข้ามาเพื่อน ๆ จะได้เห็นบรรยากาศรอบ ๆ ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตั้งแต่ปากอุโมงค์ทางเข้าที่มีแต่ความมืด เรื่อยมาจนเริ่มเห็นแสงสว่าง ภายในเพื่อน ๆ ยังสามารถชมผลงานที่จัดแสดงอยู่ชั้นใต้ดินโดยใช้แสงจากธรรมชาติส่องลงมา อีกทั้งยังมีผลงานเกี่ยวกับอารยธรรมโบราณของชาวอียิปต์ โรมัน และวัฒนธรรมเอเชียอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลงานที่เราเห็นกันจะเป็นของสะสมส่วนตัวของคุณโคยามะ นอกจากนี้การจัดแสดงผลงานก็ไม่จำเจ เพราะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ปี แถมยังมีนิทรรศการพิเศษอันน่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์มิโฮเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา10.00-17.00 น. ปิดทำการทุกวันจันทร์ เสียค่าเข้าชม 1,100 เยน วิธีการเดินทางจากสถานี Kyoto Station นั่งรถไฟ JR Tokaido Line ไปลงที่ Ishiyama Station แล้วนั่งรถบัส Teisan หมายเลข 150 ไปยังพิพิธภัณฑ์มิโฮ จากนั้นสามารถนั่งรถบัสฟรีของพิพิธภัณฑ์เข้าไปภายในได้เลย

ข้อมูลเพิ่มเติม miho

10.ลานสกีโอคุอิบุคิ (奥伊吹スキー場)

 

ลานสกีโอคุอิบุคิเป็นสกีรีสอร์ทที่รู้จักกันดีที่สุดในแถบคันไซ ด้วยพื้นที่อันกว้างขวาง แถมยังเดินทางสะดวก สำหรับคนที่รักกีฬาฤดูหนาวละก็ที่นี่ถือเป็นลานสกีที่ยอดเยี่ยมสุด ๆ ไปเลยละค่ะ เพราะเขามีการสร้างสโลปสำหรับเล่นสกีถึง 12 คอร์ส ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเป็นเพียงมือสมัครเล่น หรือเป็นมือโปรที่ผ่านมาหมดแล้วทุกสนามแข่ง ก็สามารถสนุกสนานไปกับสกีรีสอร์ทที่นี่ได้ ด้วยลานสกีที่ชันที่สุดถึง 46 องศา เหมาะสำหรับมือโปร และลานสกีหิมะคุณภาพดีสำหรับคุณหนู ๆ มีการติดตั้งสายพานที่อุโมงค์ไว้ให้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอาคารเซนเตอร์เฮ้าส์ ที่ภายในมีทั้งศูนย์อาหาร ร้านขายของที่ระลึก โรงเรียนสอนสกีและสโนว์บอร์ด ร้านให้เช่าอุปกรณ์ พื้นที่สำหรับเด็ก และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้สนุกสนานไปกับหน้าหนาวได้อย่างเต็มที่

ลานสกีโอคุอิบุคิเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. ตั๋วขึ้นลานสกีเต็มวันราคา 4,000-4,500 เยน ถ้าครึ่งวัน 3,000-3,500 เยน ส่วนราคาเช่าอุปกรณ์ทั้งชุดกีฬา แผ่นสกี และรองเท้าบู๊ท ราคา 7,000 เยน ต่อวัน ซึ่งราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามจำนวน และระยะเวลาในการเช่า

ข้อมูลเพิ่มเติม okuibuki  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

จังหวัดชิกะนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องภาพโอมิฮัคเค ความสวยงามทั้งแปดทิศแล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถเพลิดเพลินกับเครื่องปั้นดินเผาชิการาคิรูปแรคคูนที่ถือเป็นของฝากยอดนิยมของที่นี่ได้ด้วยค่ะ ที่สำคัญเมื่อมาถึงจังหวัดชิกะห้ามพลาดชิมฟูนะซูชิ ซูชิแบบดั้งเดิมที่ใช้ปลาน้ำจืดหมักดอง รวมถึงเทศกาลฮิคิยามะมัตสึริอันโด่งดัง ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิด้วย แล้วอย่าลืมแชะภาพมาอวดกันบ้างนะ !

Categories
BLOG

เหตุผลที่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ตไม่หยุดให้บริการแม้วันไต้ฝุ่นเข้า!!

โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ตเปิดให้บริการมาเกือบจะ 37 ปีแล้ว ในตอนแรกที่เปิดให้บริการก็มีการกำหนดวันหยุดให้บริการเอาไว้อยู่หรอก แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 เป็นต้นมาก็ไม่มีวันไหนเลยที่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ตจะหยุดมอบความสนุกให้กับทุกคนที่มาเยือนดินแดนแห่งความฝันแห่งนี้ หากไม่รวมที่ต้องปิดให้บริการในช่วงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2011 และล่าสุดที่ปิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยทั่วไปแล้ว ถึงแม้จะมีพายุหรือไต้ฝุ่นเข้าลูกใหญ่แค่ไหน โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ตก็ยืนยันที่จะเปิดให้บริการตลอดถึงแม้รถไฟหรือสถานที่อื่น ๆ จะปิดให้บริการ เพราะอะไรสนุกอย่างดิสนีย์ถึงไม่ยอมแพ้ไม่ยอมปิดให้บริการแม้วันที่อากาศไม่เป็นใจกันนะ?

เพื่อทุกคนที่ตั้งตารอคอยมาเที่ยวที่ดิสนีย์

คนส่วนใหญ่ที่จะมาเที่ยวที่ดิสนีย์ต่างก็ตั้งตารอคอยที่จะได้มาสนุกในดินแดนแห่งความฝันแห่งนี้ ถึงจะคำนึงเรื่องความปลอดภัยของลูกค้าทุกคน แต่ทางโตเกียวดิสนีย์ก็จะไม่ปิดให้บริการถึงแม้ว่าพายุไต้ฝุ่นจะเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ก็ตาม ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพื้นที่ 3 ใน 4 ของดิสนีย์นั้นเป็นเครื่องเล่นแบบให้บริการในร่ม ทำให้ถึงแม้ฝนจะตกหนักหรือพายุเข้ายังไง แฟน ๆ ที่มาเยือนดิสนีย์ก็ยังสามารถสนุกกับเครื่องเล่นของดิสนีย์ได้อยู่ดี ยังสามารถต้อนรับผู้ที่เดินทางมาด้วยรถยนต์ได้ และในโรงแรมบางแห่งก็ยังให้บริการรถรับส่งจากโรงแรมมาที่ดิสนีย์อีกด้วย

ถึงไต้ฝุ่นจะเข้า เราก็ยังให้บริการ

จังหวัดจิบะซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งของโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ตนั้น ที่ผ่านมาก็เคยได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นมาบ้าง แต่ในทุกครั้งที่มีไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวเข้ามา ทางโตเกียวดิสนีย์ก็ยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ทางพาร์คจะมีการประเมินสถานการณ์และคอยประกาศแนะนำด้านความปลอดภัยอยู่เรื่อย ๆ เพื่อป้องกันให้ทางลูกค้าและนักแสดงทุกคนได้รับความปลอดภัย โดยตามปกติแล้วหากอากาศไม่ดีทางดิสนีย์จะงดพาเหรดช่วงกลางคืนที่จัดกันเป็นปกติทุกวัน แต่จะมีขบวนพาเหรดขนาดย่อมที่จะจัดขึ้นเฉพาะวันฝนตกเท่านั้นที่มีชื่อว่า “Nightfall Glow” ในพาเหรดดังกล่าวมิกกี้และผองเพื่อนจะแต่งตัวด้วยชุดพิเศษที่จะใส่แค่ในวันฝนตกเท่านั้นออกมาเดินพาเหรดท่ามกลางแสงสีเสียงให้ทุกคนได้ชมกัน (อาจมีกรณีที่ยกเลิกได้เช่นกัน)

ถ้าอากาศไม่ดียังต้องรอนานไหม?

แน่นอนว่าในวันที่ฝนตกหรือไต้ฝุ่นเข้า จำนวนผู้มาเยือนก็จะลดลงกว่าปกติ ซึ่งทำให้หลาย ๆ เครื่องเล่นก็ไม่ต้องต่อแถวรอเหมือนวันปกติ แต่ก็มีแฟน ๆ ดิสนีย์จำนวนไม่น้อยที่คิดว่านี่เป็นโอกาสในการเที่ยวดิสนีย์ เพราะจะมีคนมาน้อยลง    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

 

ยอมรับในสปิริตการให้บริการของทีมงานในโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ตทุกคนเลยจริง ๆ ที่ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก พายุเข้ายังไงก็ยังคงยืดหยัดให้บริการมอบความสุขให้กับผู้มาเยือนเสมอ แต่ยังไงก็แล้วแต่การได้ไปเที่ยวดิสนีย์ในวันที่ท้องฟ้าสดใส โชว์ทุกโชว์ พาเหรดทุกขบวนสามารถแสดงได้เต็มที่ คงจะดีกว่าไม่ใช่น้อยเลยใช่มั้ยละคะ?

Categories
BLOG

“อุระบันได” อาณาจักรแห่งทะเลสาบ ดินแดนของนักผจญภัย

ลึกเข้าไปทางตอนเหนือของจังหวัดฟุคุชิมะ คือป่าเขาที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางสายผจญภัย ด้วยทะเลสาบ หุบเขา ลำธาร และอื่นๆ ที่รวมกันเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ ทำให้ “อุระบันได (裏磐梯)” เป็นสถานที่ห้ามพลาดของนักเดินทางที่อยากสัมผัสธรรมชาติของญี่ปุ่น

“อุระบันได” อาณาจักรแห่งทะเลสาบ ดินแดนของนักผจญภัย

อุระบันไดเป็นที่แบบไหน? อุระบันไดประกอบด้วยภูเขา ป่า และทะเลสาบกว่า 300 แห่งที่รวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ และทะเลสาบแต่ละแห่งต่างมีความสวยงามในแบบของตัวเอง จนที่นี่ถูกเรียกว่า “อาณาจักรแห่งทะเลสาบ (湖沼の国)”

เหตุผลที่อุระบันไดมีทะเลสาบเยอะขนาดนี้มาจากการระเบิดของเขาบันไดเมื่อปี 1888 ที่ทำให้มีไอน้ำปริมาณมากระเบิดออกมาจนเขาบันไดถล่มลง ซึ่งหินและดินจากภูเขาที่ถล่มลงมาได้ตัดเส้นทางของแม่น้ำในบริเวณนั้นจนเกิดเป็นทะเลสาบทั้งหลายอย่างที่เห็นทุกวันนี้ แม้จะมีที่มาจากพลังทำลายล้างของธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้ทะเลสาบและภูเขาของอุระบันไดกลายเป็นดินแดนแห่งการผจญภัยของบรรดานักเดินทางสายลุยและช่างภาพที่มองหามุมสวยงามใหม่ๆ ของธรรมชาติ

ท่องธรรมชาติที่อุระบันได

เพราะอุระบันไดมีจุดชมธรรมชาติสวยงามและกิจกรรมมากมาย วันนี้เราเลยคัดเอาไฮไลท์ที่ห้ามพลาดของอุระบันไดมาแนะนำกันค่ะ

โกะชิคินุมะ (五色沼)

Goshikinuma

โกะชิคินุมะ หรือที่แปลชื่อได้ว่า “บึงห้าสี” เป็นชื่อเรียกของบึงห้าบึงที่ต่างมีเฉดสีฟ้าเขียวต่างกันออกไป ตั้งแต่สีฟ้าพาสเทล สีมรกต จนถึงสีโคบอลต์ ซึ่งสีสันของบังทั้งห้านี้ล้วนเป็นสีตามธรรมชาติที่สวยงามราวกับมีจิตรกรมาผสมสีวาดให้เห็น และนอกจากนี้ สีของน้ำอาจจะต่างกันออกไปตามแต่ละวันและสภาพอากาศด้วย ดังนั้นนักเดินทางที่มาเยือนในเวลาที่ต่างกันอาจจะได้สัมผัสกับความงามของโกะชิคินุมะที่ต่างกันออกไปก็เป็นได้  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

อ่านเพิ่มเติมเรื่องโกะชิคินุมะ: “โกะชิคินุมะ” บึงน้ำห้าสีสุดลึกลับที่ไปครั้งเดียวไม่เคยพอ!

หุบเขานากาสึกาวะ (中津川渓谷)

หุบเขานากาสึกาวะ

หุบเขานากาสึกาวะเป็นหุบเขาที่มีแม่น้ำนากาสึกาวะไหลผ่าน นอกจากจะชมวิวของหุบเขาโดยรอบจากบนสะพานข้ามหุบเขาได้แล้ว เรายังสามารถเดินชมธรรมชาติของหุบเขาและแม่น้ำได้ตามเส้นทางเดินชมธรรมชาติที่จัดไว้ นอกจากบรรยากาศป่าไม้สีเขียวสดชื่นของฤดูร้อนแล้ว ฤดูใบไม้ร่วงที่นี่ก็สวยงามใช่เล่นทีเดียว

Morohashi Museum of Modern Art (諸橋近代美術館)

เพื่อนๆ สายอาร์ตน่าจะคุ้นเคยกันดีกับชื่อ Salvador Dali ศิลปินชาวสเปนสาย Surrealism ที่มีผลงานศิลปะระดับโลก เช่นภาพ The Persistence of Memory ที่คุ้นตากัน แต่รู้หรือไม่? ว่าท่ามกลางป่าเขาแห่งอุระบันได คือพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในเอเชียที่จัดแสดงงานศิลปะของ Dali อยู่ตลอดทั้งปี นั่นคือ Morohashi Museum of Modern Art แห่งนี้นั่นเอง โดยภายในจะมีทั้งรูปวาด ภาพพิมพ์ รูปสลัก และอื่นๆ อีกมากมายของ Dali ให้เข้าไปชมกันได้ตลอด รวมถึงผลงานของศิลปินชื่อดังคนอื่นเช่น Paul Cezanne, Van Gogh และ Pablo Picasso ด้วย

ได้มาชมผลงาน Surrealism ของศิลปินระดับโลก ณ พิพิธภัณฑ์ที่ดูลึกลับกลางป่าเขาแบบนี้ ชวนให้รู้สึกเหมือนได้หลงป่ามาค้นพบพิพิธภัณฑ์ลึกลับที่เต็มไปด้วยสิ่งเหนือจริงที่น่าค้นหา แบบนี้สายติสต์สายอาร์ตคงพลาดไม่ได้แล้ว

Morohashi Museum of Modern Art
เวลาทำการ: 9.30 – 17.30 น.
วันหยุด: ปิดทำการในช่วงฤดูหนาวของแต่ละปีจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,300 เยน / นักศึกษาและนักเรียนมัธยมปลาย 500 เยน / นักเรียนมัธยมต้นและประถม ฟรี
Website: dali.jp/en/

Sports Area

Sports Area เป็นโซนกิจกรรมกีฬาของอุระบันไดที่ให้เราสนุกไปกับกิจกรรมผจญภัยและชื่นชมธรรมชาติรอบๆ ไปด้วยได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพายเรือ เดินป่า หรือเล่นสโนวบอร์ดในฤดูหนาว และแน่นอนว่าจะมีผู้ดูแลมาทำหน้าที่ไกด์และผู้สอนการเล่นกิจกรรมให้สำหรับมือใหม่ ดังนั้น คนที่เพิ่งหันเข้าสายแอดเวนเจอร์ก็สามารถมาสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งที่นี่ได้อย่างสบายใจ

ค้างคืนชมดาวที่อุระบันได

ด้วยความที่อุระบันไดอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ที่นี่จึงไม่มีแสงสว่างมารบกวน และในคืนที่ฟ้าเปิด เราสามารถนั่งดูดาวเต็มท้องฟ้าได้อย่างจุใจ แถมยังจะได้ภาพดาวที่สะท้อนอยู่ในทะเลสาบอีกด้วย! ถ้าได้มาเที่ยวอุระบันไดและมาชมดาวที่นี่ล่ะก็ ถือว่าเป็นทริปหลักหมื่นที่ได้วิวหลักล้านและคุ้มค่าแก่การมาตามเป็นอย่างยิ่ง!

 

อร่อยกับรสชาติจากภูเขาของอุระบันไดด้วย “ราเม็งเกลือภูเขา”

ทุกการผจญภัยจะขาดอาหารไม่ได้ ซึ่งอุระบันไดมีเมนูขึ้นชื่อคือราเม็งเกลือภูเขา (山塩ラーメン) ถ้าพูดถึงเกลือ เราจะนึกถึงเกลือจากน้ำทะเล แต่อุระบันไดมีโอชิโอะอุระบันไดออนเซ็น (大塩裏磐梯温泉) ที่มีปริมาณเกลือในน้ำสูงจนสามารถผลิตเกลือได้แม้ว่าจะอยู่ห่างจากทะเลก็ตาม ความพิเศษของเกลือภูเขาที่อุระบันไดคือแร่ธาตุที่อัดแน่นอยู่ในเกลือและความสะอาดบริสุทธิ์ของเกลือ เมื่อนำมาปรุงเป็นราเม็งเกลือภูเขาแล้ว จะได้ราเม็งซุปใส่รสอ่อนที่กินได้เรื่อยๆ ไม่หนักลิ้น เป็นหนึ่งเมนูที่ห้ามพลาดของอุระบันไดทีเดียว

 

แพลนทริปอุระบันไดยังไงดี?

urabandai model course
Model Course ประกอบแผนเที่ยวอุระบันได

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากเที่ยวอุระบันไดแต่ไม่แน่ใจว่าจะแพลนทริปยังไงดี เรามี Model Course เป็นตัวอย่างการแพลนทริปในอุระบันไดจาก Morohashi Museum of Modern Art มาฝากค่ะ โดยจะเป็นทริป 2 วัน 1 คืน แต่ถ้าเพื่อนๆ มีเวลาแค่วันเดียว ก็สามารถเที่ยวตามแพลนวันใดวันหนึ่งก็ถือว่าได้สนุกกับไฮไลท์ของอุระบันไดแล้วค่ะ!

ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่อยากออกห่างจากแสงสีของเมืองแล้วมาตามแสงแดดและแสงดาวของญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ แพ็คกระเป๋า ฟิตตัวเองให้พร้อม แล้วมาผจญภัยท่ามกลางธรรมชาติของอุระบันไดกันนะคะ

urabandai model course banner